ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เทคโนโลยีเว็บแอปพลิเคชั่น (Web Application Technology) ยุคใหม่

 เทคโนโลยีเว็บแอปพลิเคชั่น (Web Application Technology) ยุคใหม่

เทคโนโลยีเว็บแอปพลิเคชั่น Web Application เป็น เทคโนโลยีแอปพลิเคชั่นโปรแกรมประเภทหนึ่ง ที่ถูกจัดเก็บและเข้าถึงจากเซอฟ์เวอร์ (Web Server Side) ผ่านการโต้ตอบจากเว็บบราว์เซอร์ (Web Broser) ซึ่งมีเว็บเซอร์วิสต่างๆ ให้บริการกับผู้ใช้งาน ด้วยระบบเว็บไซต์ ซึ่งภายในเว็บไซต์ จะประกอบไปด้วย เอกสารเว็บที่รวมรวบไว้ตามวัตถุประสงค์ของเจ้าของหรือผู้พัฒนา เว็บแอปพลิเคชั่น ได้แก่ E-commerce Social Media Webmail เป็นต้น

ตัวอย่างของเทคโนโลยีเว็บแอปพลิเคชั่น 

  1. Web Mail  เว็บแอปพลิเคชั่นประเภทนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานสำหรับบุคคลทั่วไป และองค์กรในการเข้าถึง E-mail และเครื่องมือสื่อสร้าง รวมไปถึงการทำงานร่วมกันภายในองค์กร อาจจะมีการสื่อสารผ่าน Video Meet ในการประชุม นอกจากนี้ยังมีตารางเวลากิจกรรมภายในองค์ เป็นต้น เพื่อให้องค์กรและบุคคลภายในองค์ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สะดวกในการควบคุมการทำงาน เช่น google mail เป็นเว็บแอปพลเคชั่นซึ่งพัฒนาขึ้นโดยบริษัท google และอีกหลายบริษัทก็มีเว็บแอปพลิเคชั่นในลักษณะนี้ 
  2. E-Commerce เป็นเว็บแอปพลิเคชั่นที่เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสินค้าและบริการบนโลกออนไลน์ ถูกใช้เพื่อในการค้นหาสินค้า สั่งซื้อสินค้า และโต้ตอบกับผู้จำหน่ายได้โดยตรงได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น Amazon Shoppy Lazada ที่เน้นเพื่อนำเสนอสินค้า ขายสินค้า ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้กับร้านค้า หรือ บริษัทที่จัดจำหน่ายสินค้า 
  3. Social Media
  4. Online Banking
  5. Content management System
  6. Project management Tools
  7. Work Plance Collaboration 

ประโยชน์ของเทคโนโลยีเว็บแอปพลิเคชั่น

    แอปพลิเคชันเว็บมีประโยชน์มากมาย ประโยชน์ทั่วไปบางประการมีดังต่อไปนี้:
  1. ความเข้ากันได้กับหลายแพลตฟอร์ม (Compatibility with multiple platforms) ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเว็บแอปพลิเคชันเวอร์ชันเดียวกันได้จากเบราว์เซอร์ต่างๆ และบนอุปกรณ์ต่างๆ ที่แตกต่างกันได้ เช่น เดสก์ท็อป โทรศัพท์มือถือ และแล็ปท็อป
  2. การบำรุงรักษาต่ำ (Low maintenance) ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องติดตั้งแอปและไม่จำเป็นต้องบำรุงรักษา  เว็บแอปจะได้รับการอัปเดตอัตโนมัติซึ่งรับประกันว่าแอปจะได้รับการอัปเดตอยู่เสมอพร้อมใช้งานเสมอในรูปแบบและเวอร์ชั่นที่เป็นปัจจุบัน ลดรายจ่าย กำลังคนในการติดตั้ง อัปเดต และบำรุงรักษา
  3. ความสามารถในการปรับขนาด (Scalability) ระบบเว็บแอปพลิเคชั่นสามารถที่ปรับปรุงระบบได้ตลอดเวลา สำหรับการขยายการให้บริการเพิ่มเติมในภายหลังโดยไม่กระทบต่อระบบการใช้งานของผู้ใช้ เพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นได้ เพื่มความยึดหยุ่นในการดำเนินการทางธุรกิจ โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของระบบ
  4. การรักษาความปลอดภัยขั้นสูง(Enhanced security) เว็บจำนวนมากมีมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูง เช่นการเข้ารหัสและการตรวจสอบผู้ใช้ที่ปลอดภัยเพื่อปกป้องข้อมูลที่ละเอียดอ่อน
  5. การทำงานร่วมกันที่ดีขึ้น (Improved collaboration) เว็บจำนวนมากรองรับการทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ผู้ใช้หลายคนสามารถทำงานในโปรเจ็กต์เดียวกันได้พร้อมกัน และอาจมีประโยชน์มากสำหรับทีมงานที่กระจัดกระจายกันทางภูมิศาสตร์
  6. การพัฒนาที่คุ้มต้นทุนการพัฒนา(Cost-effective development) เว็บอาจคุ้มต้นทุนมากกว่าเมื่อเทียบกับแอปพลิเคชันเดสก์ท็อปแบบดั้งเดิม เนื่องจากมักต้องมีการลงทุนเริ่มต้นน้อยกว่า และดูแลรักษาและอัปเดตได้ง่ายกว่า ตัวอย่างเช่น เวอร์ชันเดียวสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นบนเบราว์เซอร์และอุปกรณ์ที่ทันสมัยทั้งหมด จึงไม่จำเป็นต้องสร้างเวอร์ชันซ้ำหลายเวอร์ชันสำหรับแพลตฟอร์มเบราว์เซอร์ที่แตกต่างกัน

ประเภทของเทคโนโลยีเว็บแอปพลิเคชั่น

เทคโนโลยีเว็บแอปพลิเคชั่น สามารถแบ่งออกได้หลักๆ  6 อย่าง ดังนี้ 
  1. ส่วนหน้าบ้าน หรือ FrontEnd 
  2. ส่วนหลังบ้าน หรือ BackEnd
  3. Full Stack 
  4. เว็บเซอร์เวอร์ และโฮสติ้ง 
  5. โปรโตคอลและมาตราฐานเว็บ
  6. เครื่องมือและยูทิลิตี้สำหรับการพัฒนา

โปรโตคอลเว็บแอปพลิเคชั่น (Web Application Protocol)

โปรโตคอลเว็บเป็นกฎและมาตรฐานที่ควบคุมวิธีการส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต โปรโตคอลเว็บที่สำคัญ ได้แก่:
  1. HTTP (Hypertext Transfer Protocol) เป็นจุดเริ่มต้นของรากฐานสำหรับการสื่อสารข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในรูปแบบ WWW(World Wide Web) 
  2. HTTPS (HTTP Secure):เวอร์ชันเข้ารหัสของ HTTP ซึ่งให้การสื่อสารที่ปลอดภัยบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์
  3. WebSocket:โปรโตคอลที่เปิดใช้งานช่องทางการสื่อสารแบบฟูลดูเพล็กซ์บนการเชื่อมต่อ TCP เดียว
  4. FTP (File Transfer Protocol):ใช้สำหรับการถ่ายโอนไฟล์ระหว่างคอมพิวเตอร์บนเครือข่าย
  5. SMTP (Simple Mail Transfer Protocol):โปรโตคอลมาตรฐานสำหรับการส่งอีเมล
  6. POP3 (Post Office Protocol) และ IMAP (Internet Message Access Protocol):โปรโตคอลสำหรับการดึงอีเมลจากเซิร์ฟเวอร์
  7. DNS (Domain Name System):แปลชื่อโดเมนที่มนุษย์สามารถอ่านได้เป็นที่อยู่ IP นอกจากนี้ยังจัดการระเบียน DNSซึ่งจัดเก็บข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับโดเมน รวมถึงการแมป IP รายละเอียดเซิร์ฟเวอร์อีเมล และการตั้งค่าการรับรองความถูกต้อง
  8. TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol) คือชุดโปรโตคอลพื้นฐานที่อินเทอร์เน็ตสร้างขึ้น
    การทำความเข้าใจโปรโตคอลเหล่านี้ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาแอปพลิเคชันเว็บที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเชื่อถือได้

เทคโนโลยีมาตรฐานเว็บแอพลิเคชั่น

เทคโนโลยีเว็บมาตรฐานได้รับการนำมาใช้และรองรับอย่างแพร่หลายในเบราว์เซอร์และแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งรวมถึง:
  • HTML Hypertext Markup Language
  • CSS Cascading Style Sheets
  • JavaScript (ECMAScript)
  • WebAssembly
  • Web Component 
  • WebGL
  • WebRTC
  • Service Workers
  • IndexedDB
  • localStorage และ sessionStorage 

ภาษาในการพัฒนาเทคโนโลยีเว็บแอปพลิเคชั่นWeb Programming Languages

  • HTML เป็นภาษาสำหรับสร้างเอกสารเว็บหรือเนื้อหาบนเว็บ web content.
  • CSS เป็นชุดคำสั่งที่ใช้สำหรับจัดวางเนื้อหา ออกแบบ และตกแต่งเอกสารหรือเนื้อหาบนเว็บ ในหน้าเว็บ (Web Page)
  • JavaScript เป็นภาษาสำหรับการโต้ตอบกับผู้ใช้ผ่านการโต้ตอบหน้าเว็บเพื่อตอบสนองตามเหตุการณ์ Event เพื่อให้ทำงานผ่านบราว์ดเซอร์ Brower 
  • Python เป็นภาษาที่นิยมใช้สำหรับการทำงานหลังบ้าน การจัดการข้อมูล และการทำปัญญาประดิษฐ์
  • PHP เป็นภาษาแรกที่ถูกใช้เพื่อให้ทำงานในส่วนของเบื้องของเว็บแอปพลิเคชั่นในฝั่งของ Server 
  • Ruby
  • Java ข้อดูคือถ้าต้องการเว็บแอปพลิเคชั่นสามารถเพิ่มหรือขยายให้มีขนาดใหญ่ในอนาคตได้
  • TypeScript 
  • SQL เป็นส่วนที่ใช้ในการจัดการข้อมูลและฐานข้อมูล
  • Go ใช้เพื่อถ้าต้องการให้เว็บแอปพลิเคชั่นมีประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการให้บริการ 

รูปแบบข้อมูลของเทคโนโลยีเว็บแอปพลิเคชั่น (Web Data)

    ในเอกสารเว็บแอปพลิเคชั่นรูปแบบข้อมูลที่ถูกใช้ในการจัดการข้อมูลหรือสารสนเทศ ไม่ว่าจะเป็นการจัดเรียง การปรับเปลี่ยนรูปแบบ หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันต้องมีรูปแบบในการสื่อสารที่สามารถเข้าใจระหว่างกันได้ เว็บแอปพลิเคชั่นจึงมีรูปแบบในการใช้ ดังนี้ คือ
  • JSON (JavaScript Object Notation):
  • XML (eXtensible Markup Language)
  • YAML (YAML Ain’t Markup Language)
  • CSV (Comma-Separated Values)
  • Protocol Buffers
  • GraphQL
  • RSS (Really Simple Syndication)

อ้างอิง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

Anvil แฟลต์ฟอร์ม สำหรับ Python Full Stack มีครบ จบในเครื่องมือเดียว

Anvil แฟลต์ฟอร์ม สำหรับ Python Full Stack มีครบ จบในเครื่องมือเดียว Avil เป็นแฟลต์ฟอร์มสำหรับสร้างเว็บแอพลิเคชั่น ด้วยภาษา python สามารถใช้งานทั้ง HTML CSS JavaScript SQL ทั้งหมดนี้รวมในเครื่องมือที่ชื่อว่า Anvil Python ใช้สำหรับรันบนบราวเซอร์ เซอร์เวิรส์ และสร้าง UI ด้วยวิธีการ Drag-and-Drop เพียงลากวาง UK และยังสามารถเชื่อมต่อและใช้งาน Database  และยังสามารถ Integration กับแฟลต์ฟอร์มอื่นๆ ได้อีกด้วย โครงสร้างของ Anvil  การออกแบบง่ายๆ ด้วย drag-and-drop ใช้ python เป็น client-side และรันบน บราวเซอร์ Server-side รันบน Anvil Server สามารถใช้ Database ต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูล สามารถรัน python บนเครื่องและตอบโต้กับแอปพลิเคขั่นไดด้

อะไรคือ NPU (Neural Processing Unit) มีความสำคัญอย่างไร แนวคิดมาจากไหน

ความหมาของคำว่า NPU (Neural Processing Unit)  NPU (Neural Processing Unit) คือ หน่วยประมวลผลโครงข่ายประสาทที่สร้างมาเพื่อใช้งานด้านปัญญาประดิษฐ์ เป็นหน่วยประมวลผลพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในแนวคิดของการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ของคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ ทำให้การประมวลผล AI ทรงประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจากเดิมของ TPU GPU และ CPU เช่น การจดจำภาพ, วิเคราะห์เสียง, หรือการแปลภาษา ทำได้รวดเร็วและประหยัดพลังงานกว่า CPU/GPU ทั่วไป โดยทำงานคล้ายโครงข่ายประสาทของมนุษย์ และพบได้ทั้งในสมาร์ตโฟน, คอมพิวเตอร์ (PC), และอุปกรณ์ AI อื่นๆ ในอนาคต เพื่อเร่งความเร็วของการทำงานของ AI สามารถจัดการงานและปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ประวัติความเป็นมาของ NPU (Neural Processing Unit)  ตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมาเราได้ใช้เริ่มมีการใช้หน่วยการประมวลผลแบบดั้งเดิม คือ หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ถือเป็น "สมอง" และเป็นกลไกการทำงานของคอมพิวเตอร์ ดังนั้นซีพียู CPU ประมวลผลงานคำนวณแบบดั้งเดิมส่วนใหญ่มีหน้าที่รับผิดชอบการทำงานของแอปพลิเคชันให้มีศักยภาพหลากหลายเพิ่มมาเรื่อย แม้ว่าจะมีหลายประเภท แต่โดยทั่...

TomCat สำหรับติดตั้ง แก้ไข คอนฟิก ใช้งาน JSP

Apache Tomcat เป็น  HTTP Server ที่มีความสามารถนำภาษาจาวามาใช้งานได้  สามารถใช้เทคโนโลยีของภาษาจาวาที่เรียกว่า Java Servlet  และ Java Server Page (JSP)  Tomcat เป็นโปรแกรม Open-Source  อยู่ภายใต้การดูแลของ Apache Software Foundation  (ซึ่งเป็นผู้สร้าง Apache HTTP Server ที่เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย)  สามารถอ่านรายละเอียดของ Tomcat ได้ที่  http://tomcat.apache.org  โดยเลือกหัวข้อ “ Documentation”  และเลือก “Tomcat 7.0” ขั้นตอนการติดตั้ง Tomcat เรียงลำดับดังนี้