ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ประสบการณ์จาก “คนพิมพ์โค้ด Code worker” สู่ “AI Agent Engineering วิศวกรที่ควบคุม AI ได้”

 


จาก “คนพิมพ์โค้ด Code worker” สู่ “AI Agent Engineering วิศวกรที่ควบคุม AI ได้”

AI Coding Assistant และ AI Coding Agent ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างเป็นทางการในยุคใหม่ ปี 2030 AI Coding Assistant ไม่ว่าจะเป็น Copilot Codex Claude หรืออื่นๆ โดยไม่ใช่แค่ “ของเล่น” อีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือที่นักพัฒนาใช้จริงในงาน production บนทีมและโปรเจกต์ขนาดใหญ่ งานที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงสามารถกลายเป็น prompt สั้น ๆ แล้ว generate ออกมาได้ภายในไม่กี่นาที

นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าการเข้าสู่ยุคที่โค้ดถูกสร้างด้วย AI นั้นคือ “phase shift” ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ จากการใช้เวลาส่วนใหญ่ในการพิมพ์โค้ด Coding ไปสู่การ Learn Design Test Deploy by AI Coding Assistant เป็นการ “ออกแบบระบบ + ตรวจสอบผลลัพธ์ที่ AI สร้างให้เป็นส่วนใหญ่ ประมาณ 60-70%” ซึ่งนำไปสู่รูปแบบใหม่ของงานพัฒนาที่เน้นความคิดและการตัดสินใจมากกว่าการพิมพ์ทุกบรรทัดโค้ดเอง (Business Insider)


TL;DR (สูตรทำงานแบบมืออาชีพ)

Spec → Generate → Review → Test → Refactor → Deploy
  • Spec ขอบเขตของซอฟต์แวร์หรือระบบต้องชัดเจนก่อน AI เข้าใจบริบทได้ดีขึ้น ตรงกับความต้องการมากขึ้น
  • Generate เพื่ออสร้างตั้งแต่ Code ไปสู่ Boilerplate และทดสอบ Test
  • Review & Test → ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น ต้องป้องกัน bug/ช่องโหว่ ต่างๆ
  • Refactor + Deploy → ระบบพร้อมใช้งาน

แนวคิด:

ให้ AI ทำงานที่ “ซ้ำ” และ “มี pattern” ให้มนุษย์ดูแลเรื่อง “ตรรกะ” และ “บริบทระบบ”


AI Coding Assistant ที่ปรึกษาการเขียนโค้ด คืออะไร

AI Coding Assistant เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ภาษาธรรมชาติ ภาษา LLMs (Large Language Models) มาช่วยสร้างโค้ดโดยอัตโนมัติจากคำอธิบายภาษาธรรมชาติ หรือจาก context ที่มีอยู่ใน codebase เช่น GPT, Claude, Codex ฯลฯ

โมเดลเหล่านี้ถูกฝึกด้วยชุดข้อมูลโค้ดจำนวนมหาศาล ทำให้มัน “จำ pattern” ของโค้ด เช่น syntax, idioms, design patterns และ structure ของ API แม้จะไม่เข้าใจ semantics เหมือนมนุษย์ แต่ก็สามารถทำนายโค้ดที่ “น่าจะถูกต้องตาม pattern” ได้อย่างแม่นยำ (วิกิพีเดีย)

OpenAI Codex ที่เป็นพื้นฐานของ GitHub Copilot สามารถตอบคำสั่งได้ประมาณ 70% ที่ generate สร้างโค้ดที่ผ่านการ test ครั้งแรก และแม่นยำสำหรับ mapping solution ที่มี pattern ชัด เช่น algorithm ต่างๆ ที่เคยพบมาก่อน (วิกิพีเดีย)

AI Coding Assistant จึงเหมาะกับ:

  • code completion / boilerplate
  • generate test cases
  • refactor suggestions
  • multi-file context generation

และมีข้อจำกัดเมื่อ:

  • ต้องออกแบบ architecture ข้าม domain
  • ต้องเข้าใจ business context
  • ต้อง optimize performance ระดับลึก

โครงสร้างการทำงานของ AI Coding กับโค้ดเรา

AI Coding Assistant ไม่ได้เสกโค้ดขึ้นมา แต่มันทำงานตาม pipeline ที่เป็นมาตรฐานปัจจุบัน:

  1. Context Loading
    AI โหลด context จากไฟล์ที่กำลังใช้งานหรือสร้างอยู่ หรือ project ทั้งหมด ก่อนตัดสินใจ generate
  2. Tokenization
    แปลงข้อความ/โค้ดเป็น tokens เพื่อประมวลผล
  3. Prediction
    เลือกโมเดลคำนวณความน่าจะเป็นของ token เพื่อใช้งาน ตาม pattern ที่ได้เรียนรู้แล้ว ฝึกฝน Tran/Test
  4. Generation
    คืนผลลัพธ์เป็นโค้ดที่ “เหมาะที่สุดตามความน่าจะเป็น” เข้าใจง่ายๆ คือ พยากรณ์โค้ดที่น่าจะเป็นที่สุด ตามรูปแบบของแต่ละ Model
  5. Iteration
    ถ้ามีหลายขั้นตอน (เช่น agent) จะ loop process จนกว่าจะครบตามกระบวนการ workflow นั้นๆ

ความสำคัญคือ กรอบของบริบท Context Window ยิ่ง AI เห็นข้อมูลมากเท่าไร ผลลัพธ์จะมีความสอดคล้องและตรงความต้องการมากขึ้น และนี่คือเหตุผลที่ prompt + context ที่ดีถึงสำคัญมากในงานจริง


งานที่ AI ทำได้ดี (Productivity Multiplier)

จากงานวิจัยจริงและรายงานหลายแหล่ง พบว่า AI Coding Assistant สามารถเพิ่ม productivity ของนักพัฒนาได้จริงในหลายงานที่มี pattern ชัดเจน (arXiv)

Boilerplate / Project Setup การสร้างโปรเจกใหม่

งานซ้ำ ๆ เช่น:

  • config files ปรับแต่ง กำหนดค่าเริ่มต้น ทุกครั้งต้องทำ
  • routing setup งานที่ทำซ้ำๆ ยิ่งดีเลย
  • schema definition
    AI generate ได้เร็วและสม่ำเสมอ ลดความผิดพลาดของ manual copy/paste

รูปแบบของ CRUD API กระบวนการเพิ่มลบแก้ไขลบข้อมูล

รูปแบบ CRUD API ตัว AI Coding ทำการสร้าง controller/validation/response ได้ครบในเวลาสั้น ใช้เวลาน้อย มีความแม่นยำพอสมควร

ทดสอบ Unit Tests

การ generate test cases จาก AI สามารถให้:

  • happy path
  • edge case
  • assertion patterns
    ซึ่งมักช่วยเพิ่ม coverage ได้เร็วกว่าเขียนเอง

Refactor ชั่วคราว

งานที่ใช้เวลาเยอะ เช่น rename, split module, restructure AI Codiing สามารถช่วยทำได้สม่ำเสมอและลด cognitive load

จากการทดลองใช้งานจริงในหลายทีม พบว่า AI ช่วยลดเวลาที่ใช้ในงานซ้ำ ๆ ได้นับสิบชั่วโมงต่อสัปดาห์สำหรับทีม SaaS พร้อมกับเพิ่ม job satisfaction ของ devs เพราะช่วยลดงานน่าเบื่อ (aicritique.org)


งานที่ AI ยังไม่ควรทำแทนคน AI Coding Not Good

AI ยังขาดความเข้าใจ “บริบทเชิงลึก” ของระบบต่างๆ เช่น ธุรกิจ ความเสี่ยง หรือ ความต้องการระบบ requirement แบบพิเศษ specific ดังที่งานวิจัยหลายชุด สรุปว่าแม้ AI จะช่วยลดงาน repetitive แต่มีกรณีที่มันสร้างโค้ดที่ “ดูเหมือนถูกแต่ไม่ปลอดภัย” ซึ่งต้องตรวจสอบอย่างละเอียด (arXiv)

การออกแบบสถาปัตยกรรมระบบ System Architecture Design

การเลือก pattern, trade-off scalability/availability/maintainability AI ยังไม่สามารถแทนการตัดสินใจเชิงสถาปัตยกรรมได้

ความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว Security-critical Logic

ส่วนที่ต้องเข้มงวดด้าน security เช่น:

  • authentication ระบบยืนยันตัวตน
  • permission สิทธิการเข้าถึง
  • cryptography การเข้ารหัส/ถอดรหัส
    ควรเป็น human-led ทำด้วยมือก่อน ต่อไปน่าจะมี AI ตัวใหม่ๆ

กฏเกณฑ์ธุรกิจที่ซับซ้อน Complex Business Rules

หลักคิดที่ผูกกับประเด็นหลัก domain เฉพาะองค์กรในบริบทต่างๆ context ของ AI มักไม่ละเอียดพอ

ประสิทธิภาพของโค้ดที่ได้ Performance-critical Code

ต้องวัดผลจริง เช่น latency/profiling AI generate Code นี้ไม่เพียงพอ หรือยังไม่ดีพอ


Workflow มืออาชีพสำหรับ Execution จริง

การใช้ AI แบบ ad-hoc จะสร้าง technical debt และ inconsistency ทีมที่ประสบความสำเร็จใช้ workflow ที่เป็นระบบ ดังนี้:


1️⃣ Specification First

เริ่มจากการเขียน spec ก่อน เช่น schema, API contract, validation rules การทำ spec ชัดเจนช่วยให้ AI เข้าใจเป้าหมาย และลดการแก้ซ้ำ อธิบายบริบทให้ AI ทราบผ่าน prompt ที่รวมบริบทให้ละเอียดที่สุด


2️⃣ Generate

ให้ AI scaffold code ทั้ง feature ในครั้งเดียว รวมถึง test และ types การ generate ในบริบทใหญ่พร้อมกัน ทำให้ output มีความเชื่อมโยงกัน (สั่งครั้งเดียวให้ครอบคลุมที่สุด)


3️⃣ Review

การตรวจสอบ ตรรกะ วิธีคิด logic, edge cases, security อย่า merge โค้ดแบบ blind trust

จากงานวิจัยพบว่าระดับโค้ด AI generate มีช่องโหว่ความปลอดภัยเกือบ 10–18% ขึ้นอยู่กับภาษาและบริบท (arXiv)


4️⃣ Test

ให้ AI generate test เพิ่มเติมและทำ coverage report ถ้า coverage ต่ำ ให้ refine prompt แล้ว generate ใหม่

Test คือ safety net ที่ลด risk ก่อน deploy ปลอยภัยไว้ก่อนก็ว่าได้


5️⃣ Refactor

AI ช่วยจัดโครงสร้าง และแยก logic ที่ซับซ้อน ควรทำทีละส่วนและใช้ test ตรวจสอบทุกครั้ง


6️⃣ Deploy

เชื่อมกับ CI/CD รวม lint, scan, test เข้า pipeline ทำให้ผลลัพธ์จาก AI อยู่ในมาตรฐานเดียวกันกับ manual code


Autopilot / Agent Mode การทำงานหลายขั้นตอน

Agent-based coding คือการให้ AI ทำงานลำดับหลายขั้นตอนแทน dev
เช่น:

Agent → scaffold feature → run tests → fix issues → open PR

เช่น ระบบที่กำลังถูกพัฒนาโดยหลายบริษัท ที่ให้ agent วิเคราะห์ repo, generate code และจัดการ workflow แต่ยังคงให้มนุษย์ review ก่อน merge รุ่นใหม่ของ AI agent ยังเปลี่ยนวิธีโค้ดโดยรวมและช่วย refactor ข้ามไฟล์ได้เลย (The Verge)

แต่ข้อควรระวัง:
แม้ agent จะ automate หลายขั้นตอน แต่การกำกับต้นทาง (prompt/spec) และการตรวจสอบปลายทาง (review/test) ยังคงเป็นความรับผิดชอบของมนุษย์เสมอ


Security & Risk ที่ห้ามมองข้าม

แม้ AI จะเขียนโค้ดได้เร็ว แต่หลายการศึกษาพบว่ามันเกิดช่องโหว่จริงเช่น:

  • CWE-79 (XSS)
  • CWE-330 (insufficient randomness)
  • insecure patterns
    ซึ่งบางส่วนอยู่ใน Top-25 vulnerabilities ที่สำคัญ (arXiv)

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าการผสาน AI กับ IDE อาจทำให้เกิดช่องโหว่ “IDEsaster” ซึ่งสามารถทำข้อมูลรั่วไหลหรือ remote code execution ได้ในสถานการณ์บางอย่าง (Tom's Hardware)

มาตรการลดความเสี่ยง:

  • Static analysis (SAST)
  • Dependency scanning
  • Secret scanning
  • Human review
  • Security policy ใน pipeline

Production = human responsibility + AI support


Case Study: SaaS Dashboard (Next.js + Supabase)

ในงานจริง ทีมหนึ่งเปรียบเทียบ:

Manual: 2 สัปดาห์
AI-assisted: 3 วัน

เหตุผล:

  • spec 2 ชม
  • generate 15 นาที
  • test 10 นาที
  • review/refactor 8 ชม
  • deploy 4 ชม

เวลาที่เหลือเอาไปคิด business logic และ optimize ระบบ

ผลลัพธ์:

  • Productivity ↑4x
  • Bug ↓
  • Dev burnout ↓

Mindset ใหม่ของ Developer

ในปี 2026 ทักษะสำคัญไม่ใช่แค่เขียนโค้ด
แต่คือ:

  • ระบบคิด (systems thinking)
  • การเขียนขอบเขต คุณลักษณะของระบบ Specification writing
  • ทักษะการรีวิว Review skills
  • กลยุทธ์การ Test Test strategy
  • AI orchestration

จาก “Code Producer” สู่ “AI-Augmented Engineer” สิ่งที่อาจจะเป็นไปได้


บทสรุป

AI Coding Assistant ไม่ได้มาแทน Developer แต่มาเพิ่มพลังให้ Developer ทำงานที่สำคัญกว่า

ถ้าใช้ถูกวิธี:

  • เร็วขึ้น x10 x100 x1000
  • คุณภาพดีขึ้น
  • เวลาทำงานดีขึ้น

ถ้าละเลย:

  • Technical debt
  • Security risk
  • Context loss

ใจความสำคัญ:
AI = เป็นเพียงเครื่องมือทำงาน แต่ Dev หรือ คุณ = ผู้ตัดสินใจ วางกรอบ ขอบเขต เลือกใช้ทั้งคู่ให้เป็น ให้ชำนาญ นั่นคืออนาคตของการพัฒนาซอฟต์แวร์ 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

Anvil แฟลต์ฟอร์ม สำหรับ Python Full Stack มีครบ จบในเครื่องมือเดียว

Anvil แฟลต์ฟอร์ม สำหรับ Python Full Stack มีครบ จบในเครื่องมือเดียว Avil เป็นแฟลต์ฟอร์มสำหรับสร้างเว็บแอพลิเคชั่น ด้วยภาษา python สามารถใช้งานทั้ง HTML CSS JavaScript SQL ทั้งหมดนี้รวมในเครื่องมือที่ชื่อว่า Anvil Python ใช้สำหรับรันบนบราวเซอร์ เซอร์เวิรส์ และสร้าง UI ด้วยวิธีการ Drag-and-Drop เพียงลากวาง UK และยังสามารถเชื่อมต่อและใช้งาน Database  และยังสามารถ Integration กับแฟลต์ฟอร์มอื่นๆ ได้อีกด้วย โครงสร้างของ Anvil  การออกแบบง่ายๆ ด้วย drag-and-drop ใช้ python เป็น client-side และรันบน บราวเซอร์ Server-side รันบน Anvil Server สามารถใช้ Database ต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูล สามารถรัน python บนเครื่องและตอบโต้กับแอปพลิเคขั่นไดด้

อะไรคือ NPU (Neural Processing Unit) มีความสำคัญอย่างไร แนวคิดมาจากไหน

ความหมาของคำว่า NPU (Neural Processing Unit)  NPU (Neural Processing Unit) คือ หน่วยประมวลผลโครงข่ายประสาทที่สร้างมาเพื่อใช้งานด้านปัญญาประดิษฐ์ เป็นหน่วยประมวลผลพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในแนวคิดของการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ของคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ ทำให้การประมวลผล AI ทรงประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจากเดิมของ TPU GPU และ CPU เช่น การจดจำภาพ, วิเคราะห์เสียง, หรือการแปลภาษา ทำได้รวดเร็วและประหยัดพลังงานกว่า CPU/GPU ทั่วไป โดยทำงานคล้ายโครงข่ายประสาทของมนุษย์ และพบได้ทั้งในสมาร์ตโฟน, คอมพิวเตอร์ (PC), และอุปกรณ์ AI อื่นๆ ในอนาคต เพื่อเร่งความเร็วของการทำงานของ AI สามารถจัดการงานและปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ประวัติความเป็นมาของ NPU (Neural Processing Unit)  ตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมาเราได้ใช้เริ่มมีการใช้หน่วยการประมวลผลแบบดั้งเดิม คือ หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ถือเป็น "สมอง" และเป็นกลไกการทำงานของคอมพิวเตอร์ ดังนั้นซีพียู CPU ประมวลผลงานคำนวณแบบดั้งเดิมส่วนใหญ่มีหน้าที่รับผิดชอบการทำงานของแอปพลิเคชันให้มีศักยภาพหลากหลายเพิ่มมาเรื่อย แม้ว่าจะมีหลายประเภท แต่โดยทั่...

Micro SaaS "ขนาดพอดีคำ" สร้างธุรกิจเริ่มต้นอย่างง่ายด่าย จากไอเดียสู่สร้างรายได้ โดยใช้ AI Agent ตอบสนองความต้องการซอฟต์แวร์ที่เล็ก ง่าย และทรงพลัง

ผลิตภัณฑ์ Micro SaaS กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นกว่าที่เคย เป็นผลมาจากความต้องการซอฟต์แวร์เฉพาะทางที่เพิ่มสูงขึ้น ผู้ประกอบการกำลังสร้างเครื่องมือน้ำหนักเบาที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะด้าน ตั้งแต่เครื่องมือสร้างเนื้อหาที่ขับเคลื่อนด้วย AI และ CRM เฉพาะกลุ่ม ไปจนถึงแอปพลิเคชันการออกใบแจ้งหนี้และแพลตฟอร์มการจัดการโครงการที่ใช้งานง่าย โซลูชันที่มุ่งเน้นเฉพาะด้านเหล่านี้กำลังได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การศึกษา ฟิตเนส บริการ และการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กปรับปรุงกระบวนการทำงาน หรือการนำเสนอเครื่องมือที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้นให้กับผู้สร้างสรรค์ แนวคิด SaaS ขนาดเล็กกำลังเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับผลิตภัณฑ์ที่ทำกำไรได้และดูแลรักษาง่าย Micro SaaS คืออะไร? Micro SaaS (ไมโครซาส) เป็นรูปแบบซอฟต์แวร์ออนไลน์ที่ให้บริการผ่านเว็บ (Software as a Service) แต่มี ขนาดเล็ก, เน้นแก้ปัญหาเฉพาะด้าน (Niche), ทีมพัฒนาเล็กมากถึงขั้น ผู้พัฒนาคนเดียวก็ทำได้, ต้นทุนต่ำ และมักสร้างรายได้แบบ Subscription รายเดือน/รายปี วิเคราห์ตลาดของ Micro SaaS  Micro SaaS มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญภายในตลาดเทคโทนโลย...