ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

Database System ประวัติความเป็นมาของระบบฐานข้อมูล พัฒนาการและยุคระบบฐานข้อมูล

 

ประวัติความเป็นมาของระบบฐานข้อมูล

(History of Database Systems)

ระบบฐานข้อมูล (Database Systems) เป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญต่อการจัดเก็บและจัดการข้อมูลในองค์กร โดยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อรองรับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นและความต้องการในการประมวลผลข้อมูลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

การพัฒนาระบบฐานข้อมูลสามารถแบ่งออกเป็นหลายยุคสำคัญ ดังนี้

1. ยุคการจัดเก็บข้อมูลแบบแฟ้ม (File Processing System)

ประมาณปี ค.ศ. 1950 – 1960ในช่วงแรกของการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลถูกจัดเก็บในรูปแบบของแฟ้มข้อมูล (File) โดยแต่ละโปรแกรมจะมีแฟ้มข้อมูลของตนเอง

ลักษณะของระบบแฟ้มข้อมูล

  • โปรแกรมแต่ละโปรแกรมจัดการข้อมูลของตนเอง

  • ข้อมูลถูกจัดเก็บในแฟ้มแยกกัน

  • ไม่มีระบบจัดการข้อมูลกลาง

ข้อจำกัดของระบบแฟ้มข้อมูล

  1. ข้อมูลซ้ำซ้อน (Data Redundancy)

  2. ข้อมูลไม่สอดคล้องกัน (Data Inconsistency)

  3. การเข้าถึงข้อมูลทำได้ยาก

  4. ความปลอดภัยของข้อมูลต่ำ

  5. การแก้ไขข้อมูลต้องแก้หลายแฟ้ม

ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้เกิดแนวคิดในการพัฒนาระบบจัดการฐานข้อมูลขึ้นมา

2. ยุคฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น (Hierarchical Database)

ประมาณปี ค.ศ. 1960 ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้นเป็นระบบฐานข้อมูลรุ่นแรกที่ถูกพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาของระบบแฟ้มข้อมูล

โครงสร้างข้อมูลมีลักษณะเป็น ต้นไม้ (Tree Structure) โดยมีความสัมพันธ์แบบ Parent – Child

ตัวอย่างระบบที่ใช้ฐานข้อมูลแบบนี้ ได้แก่

  • IBM Information Management System ซึ่งพัฒนาโดย IBM

ข้อดี

  • โครงสร้างชัดเจน

  • ประสิทธิภาพสูงสำหรับข้อมูลที่มีโครงสร้างแบบลำดับชั้น

ข้อจำกัด

  • โครงสร้างไม่ยืดหยุ่น

  • การเชื่อมโยงข้อมูลทำได้ยาก

3. ยุคฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database)

ประมาณปี ค.ศ. 1970 ฐานข้อมูลแบบเครือข่ายพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาของฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น โดยอนุญาตให้ข้อมูลสามารถมีความสัมพันธ์หลายทิศทางได้

ลักษณะสำคัญ

  • โครงสร้างข้อมูลแบบกราฟ (Graph Structure)

  • หนึ่งระเบียนสามารถเชื่อมกับหลายระเบียนได้

ตัวอย่างระบบ

  • Integrated Data Store

ข้อดี

  • รองรับความสัมพันธ์ของข้อมูลที่ซับซ้อน

  • ลดข้อจำกัดของโครงสร้างลำดับชั้น

ข้อเสีย

  • โครงสร้างซับซ้อน

  • การออกแบบและการใช้งานทำได้ยาก

4. ยุคฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database)

ประมาณปี ค.ศ. 1970 – ปัจจุบัน

แนวคิดของฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ถูกเสนอโดย
Edgar F. Codd นักวิจัยจาก IBM ในปี ค.ศ. 1970

แนวคิดสำคัญคือ

  • จัดเก็บข้อมูลในรูปแบบ ตาราง (Table)

  • ใช้ คีย์ (Key) เชื่อมความสัมพันธ์ของข้อมูล

ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพราะ

  • โครงสร้างเข้าใจง่าย

  • สามารถใช้ภาษา SQL ในการจัดการข้อมูล

  • รองรับระบบขนาดใหญ่

ตัวอย่างระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์

  • Oracle Database

  • MySQL

  • Microsoft SQL Server

  • PostgreSQL

5. ยุคฐานข้อมูลเชิงวัตถุ (Object-Oriented Database)

ในช่วงปี ค.ศ. 1980 – 1990 มีการพัฒนาฐานข้อมูลที่รองรับแนวคิดของการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ

ลักษณะสำคัญ

  • เก็บข้อมูลเป็น Object

  • รองรับ Class และ Inheritance

ข้อดี

  • เหมาะกับระบบที่ใช้ Object-Oriented Programming

ข้อจำกัด

  • ไม่ได้รับความนิยมเท่าฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์

6. ยุคฐานข้อมูลสำหรับเว็บและอินเทอร์เน็ต

ประมาณปี ค.ศ. 1990 – 2010

การเติบโตของอินเทอร์เน็ตทำให้ระบบฐานข้อมูลถูกนำมาใช้กับเว็บไซต์และระบบออนไลน์

ตัวอย่างการใช้งาน

  • เว็บไซต์

  • ระบบ E-Commerce

  • ระบบธนาคารออนไลน์

เทคโนโลยีที่นิยมใช้

  • MySQL

  • PostgreSQL

  • Oracle Database

7. ยุค Big Data และ NoSQL

ประมาณปี ค.ศ. 2010 – ปัจจุบัน

เมื่อปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ระบบฐานข้อมูลแบบเดิมเริ่มมีข้อจำกัด จึงเกิดเทคโนโลยีใหม่ เช่น

Big Data

ข้อมูลขนาดใหญ่ที่เกิดจาก

  • โซเชียลมีเดีย

  • IoT

  • แอปพลิเคชันออนไลน์

เทคโนโลยีที่ใช้ เช่น

  • Apache Hadoop

NoSQL Database

ฐานข้อมูลที่ไม่ใช้โครงสร้างแบบตาราง

ตัวอย่าง

  • MongoDB

  • Redis

  • Apache Cassandra

ข้อดี

  • รองรับข้อมูลขนาดใหญ่

  • รองรับผู้ใช้งานจำนวนมาก

8. แนวโน้มของฐานข้อมูลในอนาคต

ระบบฐานข้อมูลกำลังพัฒนาไปสู่เทคโนโลยีใหม่ เช่น

  1. Cloud Database

  2. Distributed Database

  3. AI Database

  4. Real-time Data Processing

ตัวอย่างเทคโนโลยี

  • Google Cloud SQL

  • Amazon RDS

สรุป

ระบบฐานข้อมูลมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่

  1. ระบบแฟ้มข้อมูล

  2. ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น

  3. ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย

  4. ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์

  5. ฐานข้อมูลเชิงวัตถุ

  6. ฐานข้อมูลสำหรับเว็บ

  7. Big Data และ NoSQL

ปัจจุบันฐานข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญของระบบสารสนเทศและการพัฒนาแอปพลิเคชันต่าง ๆ ในยุคดิจิทัล


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

Anvil แฟลต์ฟอร์ม สำหรับ Python Full Stack มีครบ จบในเครื่องมือเดียว

Anvil แฟลต์ฟอร์ม สำหรับ Python Full Stack มีครบ จบในเครื่องมือเดียว Avil เป็นแฟลต์ฟอร์มสำหรับสร้างเว็บแอพลิเคชั่น ด้วยภาษา python สามารถใช้งานทั้ง HTML CSS JavaScript SQL ทั้งหมดนี้รวมในเครื่องมือที่ชื่อว่า Anvil Python ใช้สำหรับรันบนบราวเซอร์ เซอร์เวิรส์ และสร้าง UI ด้วยวิธีการ Drag-and-Drop เพียงลากวาง UK และยังสามารถเชื่อมต่อและใช้งาน Database  และยังสามารถ Integration กับแฟลต์ฟอร์มอื่นๆ ได้อีกด้วย โครงสร้างของ Anvil  การออกแบบง่ายๆ ด้วย drag-and-drop ใช้ python เป็น client-side และรันบน บราวเซอร์ Server-side รันบน Anvil Server สามารถใช้ Database ต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูล สามารถรัน python บนเครื่องและตอบโต้กับแอปพลิเคขั่นไดด้

อะไรคือ NPU (Neural Processing Unit) มีความสำคัญอย่างไร แนวคิดมาจากไหน

ความหมาของคำว่า NPU (Neural Processing Unit)  NPU (Neural Processing Unit) คือ หน่วยประมวลผลโครงข่ายประสาทที่สร้างมาเพื่อใช้งานด้านปัญญาประดิษฐ์ เป็นหน่วยประมวลผลพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในแนวคิดของการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ของคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ ทำให้การประมวลผล AI ทรงประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจากเดิมของ TPU GPU และ CPU เช่น การจดจำภาพ, วิเคราะห์เสียง, หรือการแปลภาษา ทำได้รวดเร็วและประหยัดพลังงานกว่า CPU/GPU ทั่วไป โดยทำงานคล้ายโครงข่ายประสาทของมนุษย์ และพบได้ทั้งในสมาร์ตโฟน, คอมพิวเตอร์ (PC), และอุปกรณ์ AI อื่นๆ ในอนาคต เพื่อเร่งความเร็วของการทำงานของ AI สามารถจัดการงานและปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ประวัติความเป็นมาของ NPU (Neural Processing Unit)  ตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมาเราได้ใช้เริ่มมีการใช้หน่วยการประมวลผลแบบดั้งเดิม คือ หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ถือเป็น "สมอง" และเป็นกลไกการทำงานของคอมพิวเตอร์ ดังนั้นซีพียู CPU ประมวลผลงานคำนวณแบบดั้งเดิมส่วนใหญ่มีหน้าที่รับผิดชอบการทำงานของแอปพลิเคชันให้มีศักยภาพหลากหลายเพิ่มมาเรื่อย แม้ว่าจะมีหลายประเภท แต่โดยทั่...

TomCat สำหรับติดตั้ง แก้ไข คอนฟิก ใช้งาน JSP

Apache Tomcat เป็น  HTTP Server ที่มีความสามารถนำภาษาจาวามาใช้งานได้  สามารถใช้เทคโนโลยีของภาษาจาวาที่เรียกว่า Java Servlet  และ Java Server Page (JSP)  Tomcat เป็นโปรแกรม Open-Source  อยู่ภายใต้การดูแลของ Apache Software Foundation  (ซึ่งเป็นผู้สร้าง Apache HTTP Server ที่เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย)  สามารถอ่านรายละเอียดของ Tomcat ได้ที่  http://tomcat.apache.org  โดยเลือกหัวข้อ “ Documentation”  และเลือก “Tomcat 7.0” ขั้นตอนการติดตั้ง Tomcat เรียงลำดับดังนี้