ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

0 Modern CLI Tools 2026/27 ที่ Developer ควรรู้จัก


10 Modern CLI Tools 2026/27: เครื่องมือที่ช่วยให้ Developer ทำงานเร็วขึ้น

Modern CLI Tools คือเครื่องมือที่ช่วยให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ทำงานผ่าน Command Line Interface (CLI) ได้สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตั้งแต่การค้นหาไฟล์ การจัดการ Git การประมวลผลข้อมูล ไปจนถึงการดูแลระบบและการพัฒนา AI Application

ในปี 2026–2027 การพัฒนาซอฟต์แวร์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเขียนโค้ดใน IDE อีกต่อไป นักพัฒนาต้องทำงานร่วมกับ Docker, Cloud, CI/CD, Data Engineering และ AI Coding Agent มากขึ้น เครื่องมือ CLI จึงเป็นส่วนสำคัญของ Development Workflow สมัยใหม่ (NexaSphere⁠)

บทความนี้รวบรวม 10 เครื่องมือที่น่าสนใจ พร้อมอธิบายหน้าที่ จุดเด่น และตัวอย่างการใช้งาน

1. ripgrep (rg) — ค้นหาโค้ดอย่างรวดเร็ว

เว็บไซต์: ripgrep บน GitHub⁠

ripgrep เป็นเครื่องมือค้นหาข้อความภายในไฟล์และ Source Code ที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่ายและมีประสิทธิภาพ เหมาะกับโปรเจกต์ที่มีไฟล์จำนวนมาก

ใช้แทน: grep ในงานค้นหาโค้ดทั่วไป

ตัวอย่าง:

# ค้นหาคำว่า TODO ในโปรเจกต์

rg "TODO"


# ค้นหาเฉพาะไฟล์ PHP

rg "Route::" --type php


# ค้นหาพร้อมแสดงบริบท 3 บรรทัด

rg -C 3 "function login" .

ประโยชน์สำหรับ Developer:

  • ค้นหาโค้ดในโปรเจกต์ขนาดใหญ่
  • ค้นหา Function, Class และตัวแปร
  • ช่วยตรวจสอบโค้ดก่อน Refactor
  • ช่วย AI Coding Agent ค้นหาส่วนที่เกี่ยวข้องใน Repository

ripgrep เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับนักพัฒนาที่ต้องค้นหาโค้ดเป็นประจำ

2. fzf — ค้นหาไฟล์และคำสั่งด้วย Fuzzy Search

เว็บไซต์: fzf บน GitHub⁠

fzf เป็นเครื่องมือค้นหาแบบ Fuzzy Finder ช่วยค้นหาข้อมูลจากรายการจำนวนมากโดยไม่จำเป็นต้องพิมพ์ชื่อให้ตรงทั้งหมด

ตัวอย่าง:

# ค้นหาไฟล์ในโปรเจกต์

fzf


# เลือก Branch จากรายการ

git branch | fzf


# ค้นหาคำสั่งย้อนหลัง

history | fzf

ประโยชน์:

  • ค้นหาไฟล์ได้รวดเร็วขึ้น
  • เลือก Git Branch จากรายการ
  • ค้นหาคำสั่งที่เคยใช้
  • เชื่อมต่อกับ Shell Workflow ได้

fzf เหมาะกับนักพัฒนาที่ทำงานผ่าน Terminal เป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องสลับไฟล์และคำสั่งจำนวนมากในแต่ละวัน

3. bat — อ่าน Source Code พร้อม Syntax Highlighting

เว็บไซต์: bat บน GitHub⁠

bat เป็นเครื่องมือแสดงเนื้อหาไฟล์ที่เพิ่มความสามารถจากคำสั่ง cat ด้วย Syntax Highlighting เลขบรรทัด และการแสดงความเปลี่ยนแปลงจาก Git

ตัวอย่าง:

# อ่านไฟล์ PHP

bat app/Models/User.php


# อ่านไฟล์ JSON

bat config.json


# แสดงหมายเลขบรรทัด

bat --style=numbers app.php

ประโยชน์:

  • อ่าน Source Code ได้ง่ายขึ้น
  • ตรวจสอบไฟล์ Configuration
  • ดูโค้ดระหว่าง Debugging
  • ใช้ร่วมกับ fzf เพื่อแสดงตัวอย่างไฟล์

สำหรับนักพัฒนาที่ต้องอ่านไฟล์หลายภาษา bat เป็นเครื่องมือขนาดเล็กที่ช่วยให้การทำงานใน Terminal สะดวกขึ้น

4. eza — จัดการรายการไฟล์อย่างทันสมัย

เว็บไซต์: eza บน GitHub⁠

eza เป็นเครื่องมือแสดงรายการไฟล์และไดเรกทอรีที่พัฒนาต่อจากแนวคิดของ ls โดยเพิ่มการแสดงผลแบบสี การแสดงโครงสร้าง Directory และข้อมูลสถานะ Git

ตัวอย่าง:

# แสดงไฟล์รวมถึงไฟล์ซ่อน

eza -la


# แสดงโครงสร้าง Directory

eza --tree


# แสดงข้อมูล Git ที่รองรับ

eza -la --git

ประโยชน์:

  • สำรวจโครงสร้างโปรเจกต์
  • ตรวจสอบไฟล์และโฟลเดอร์
  • ดู Directory Tree
  • ตรวจสอบสถานะไฟล์ที่เกี่ยวข้องกับ Git

เหมาะกับโปรเจกต์ที่มีโครงสร้างซับซ้อน เช่น Laravel, Next.js, Python และระบบ Microservices

5. fd — ค้นหาไฟล์ด้วยคำสั่งที่เข้าใจง่าย

เว็บไซต์: fd บน GitHub⁠

fd เป็นเครื่องมือค้นหาไฟล์และไดเรกทอรีที่ออกแบบให้ใช้คำสั่งได้ง่ายกว่า find ในกรณีทั่วไป

ตัวอย่าง:

# ค้นหาไฟล์ PHP

fd -e php


# ค้นหาไฟล์ที่มีคำว่า config

fd config


# ค้นหาไฟล์ในโฟลเดอร์เฉพาะ

fd ".env" .

ประโยชน์:

  • ค้นหาไฟล์ในโปรเจกต์
  • ค้นหาไฟล์ตามนามสกุล
  • ช่วยตรวจสอบโครงสร้าง Source Code
  • ใช้ร่วมกับ Shell Script และเครื่องมืออื่นได้

ข้อควรระวังคือ fd มีค่าเริ่มต้นบางอย่างต่างจาก find เช่น การละเว้นไฟล์ซ่อนและไฟล์ที่ถูก Ignore จึงควรตรวจสอบตัวเลือกก่อนใช้กับงานระบบ

6. zoxide — เปลี่ยน Directory ได้อย่างชาญฉลาด

เว็บไซต์: zoxide บน GitHub⁠

zoxide เป็นเครื่องมือช่วยนำทางระหว่าง Directory โดยเรียนรู้จากประวัติการเข้าใช้งาน ทำให้ไม่ต้องพิมพ์ Path ยาว ๆ ซ้ำทุกครั้ง

ตัวอย่าง:

# เข้าโฟลเดอร์ที่เคยใช้งาน

z project


# เข้าโฟลเดอร์ที่เกี่ยวข้องกับ API

z api

คำสั่งตัวอย่างจะทำงานเมื่อกำหนด Shell Integration ตามคู่มือของ zoxide แล้ว

ประโยชน์:

  • ลดเวลาการเปลี่ยน Directory
  • เหมาะกับโปรเจกต์ที่มีหลายโฟลเดอร์
  • ลดการพิมพ์ Path ซ้ำ
  • ทำงานร่วมกับ Shell สมัยใหม่ได้

สำหรับ Developer ที่ต้องสลับระหว่าง Backend, Frontend, Tests และ Configuration บ่อยครั้ง zoxide ช่วยลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นได้

7. jq — ประมวลผล JSON ผ่าน Terminal

เว็บไซต์: jq บนเว็บไซต์ทางการ⁠

jq เป็นเครื่องมือสำหรับอ่าน กรอง และแปลงข้อมูล JSON จากไฟล์หรือ Standard Input เหมาะกับการทำงานผ่าน REST API, Log และ Data Pipeline

ตัวอย่าง:

# อ่าน JSON

jq . response.json


# ดึงค่าจากฟิลด์ name

jq '.name' response.json


# เลือกข้อมูลจาก Array

jq '.users[] | {id, name}' users.json

หากต้องการทดสอบกับ API:

curl -s https://api.github.com | jq .

ตัวอย่างนี้เรียก API สาธารณะของ GitHub และจัดรูปแบบ JSON ที่ได้รับ

ประโยชน์:

  • ตรวจสอบ API Response
  • ดึงข้อมูลจาก JSON
  • แปลงข้อมูลเพื่อใช้ใน Script
  • เชื่อมต่อกระบวนการ ETL และ Automation

สำหรับ Data Engineer และ Backend Developer jq เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มาก เพราะช่วยลดความจำเป็นในการเขียนโปรแกรมขนาดใหญ่เพื่อประมวลผล JSON เพียงเล็กน้อย

8. lazygit — จัดการ Git ผ่าน Terminal แบบ Interactive

เว็บไซต์: lazygit บน GitHub⁠

lazygit เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้จัดการ Git ผ่านหน้าจอ Terminal แบบ Interactive สามารถตรวจสอบไฟล์ที่เปลี่ยนแปลง Stage, Commit และทำงานกับ Branch ได้สะดวกขึ้น

ตัวอย่าง:

# เปิดหน้าจอ lazygit

lazygit

ประโยชน์:

  • ดูไฟล์ที่เปลี่ยนแปลง
  • Stage เฉพาะบางส่วนของไฟล์
  • Commit และจัดการ Branch
  • ตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงก่อนส่งโค้ด

แม้ lazygit จะช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น แต่ผู้ใช้ยังควรเข้าใจพื้นฐานของ Git เช่น Commit, Merge, Rebase และการแก้ Conflict เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการจัดการ Source Code

9. btop — ตรวจสอบประสิทธิภาพระบบแบบ Real-Time

เว็บไซต์: btop บน GitHub⁠

btop เป็นเครื่องมือตรวจสอบการใช้ทรัพยากรระบบผ่าน Terminal โดยแสดงข้อมูลในรูปแบบ Dashboard

ตัวอย่าง:

# เปิดระบบตรวจสอบ

btop

ข้อมูลที่ติดตามได้ขึ้นอยู่กับระบบปฏิบัติการและการรองรับของเครื่องมือ เช่น

  • CPU Usage
  • Memory Usage
  • Process ที่กำลังทำงาน
  • Disk และ Network Activity
  • ข้อมูล GPU ในระบบที่รองรับ

ประโยชน์:

  • ตรวจสอบ Server ระหว่างทำงาน
  • วิเคราะห์การใช้ RAM
  • ค้นหา Process ที่ใช้ทรัพยากรมาก
  • ตรวจสอบเครื่องสำหรับ Development และ Data Processing

btop เหมาะกับผู้ดูแลระบบและนักพัฒนาที่ต้องการมองเห็นภาพรวมของทรัพยากรเครื่องโดยไม่ต้องเปิด Dashboard แยกต่างหาก

10. tmux — จัดการ Terminal หลายหน้าต่างใน Session เดียว

เว็บไซต์: tmux บนเว็บไซต์ทางการ⁠

tmux เป็น Terminal Multiplexer ที่ช่วยให้สร้าง Session, Window และ Pane หลายชุดภายใน Terminal เดียว

ตัวอย่าง:

# สร้าง Session

tmux new -s project


# แสดง Session ทั้งหมด

tmux ls


# กลับเข้า Session

tmux attach -t project

การแยกหน้าจอทำได้โดยใช้ Prefix Key ที่กำหนดไว้ ซึ่งค่าเริ่มต้นโดยทั่วไปคือ Ctrl+b แล้วตามด้วย % เพื่อแบ่งหน้าจอแนวตั้ง หรือ " เพื่อแบ่งหน้าจอแนวนอน

ประโยชน์:

  • เปิด Backend และ Frontend พร้อมกัน
  • แยกหน้าจอสำหรับ Log และคำสั่ง
  • ทำงานผ่าน SSH บน Remote Server
  • กลับเข้าสู่ Session เดิมได้หลังตัดการเชื่อมต่อ

อย่างไรก็ตาม tmux ไม่ได้ทำให้ทุก Process อยู่รอดจากการปิดเครื่องหรือการสิ้นสุด Session ของระบบ และไม่ใช่ระบบจัดการงานเบื้องหลังทดแทนเครื่องมือทุกประเภท


ตารางสรุป: 10 Modern CLI Tools 2026/27

ลำดับ

เครื่องมือ

งานหลัก

เหมาะกับใคร

1

ripgrep

ค้นหาโค้ด

Developer, AI Engineer

2

fzf

ค้นหาแบบ Fuzzy

Developer, DevOps

3

bat

อ่านไฟล์และ Source Code

Developer

4

eza

สำรวจ Directory

Linux User, Developer

5

fd

ค้นหาไฟล์

Developer, System Administrator

6

zoxide

นำทาง Directory

ผู้ใช้ Terminal เป็นประจำ

7

jq

ประมวลผล JSON

Backend, Data Engineer

8

lazygit

จัดการ Git

Software Developer

9

btop

ตรวจสอบทรัพยากรระบบ

DevOps, System Administrator

10

tmux

จัดการหลาย Terminal

Backend, DevOps, Cloud Engineer

ควรเริ่มต้นจากเครื่องมือใด?

ไม่จำเป็นต้องติดตั้งทั้งหมดในครั้งเดียว ควรเลือกเครื่องมือให้ตรงกับงานที่ทำเป็นประจำ

สำหรับ Software Developer

เริ่มจาก ripgrep, fzf, bat และ lazygit เพื่อช่วยค้นหาโค้ด อ่านไฟล์ และจัดการ Git

สำหรับ Backend Developer

เพิ่ม jq และ tmux เพื่อช่วยตรวจสอบ API Response ทำงานกับ JSON และจัดการหลาย Process ผ่าน Terminal

สำหรับ DevOps และ System Administrator

เพิ่ม btop และ eza เพื่อช่วยตรวจสอบทรัพยากรระบบและสำรวจโครงสร้าง Directory

สำหรับ Data Engineer และ AI Engineer

ให้ความสำคัญกับ ripgrep, jq, fzf และ tmux โดยเฉพาะเมื่อทำงานกับ Script, Log, API และ Pipeline ข้อมูล

บทสรุป: CLI ยังคงเป็นทักษะสำคัญของนักพัฒนายุค AI

Modern CLI Tools ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงทำให้ Terminal สวยงามขึ้น แต่ช่วยลดขั้นตอนการทำงานที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ และทำให้การค้นหา ตรวจสอบ และจัดการระบบมีประสิทธิภาพขึ้น

เมื่อทำงานร่วมกับ Git, Docker, Cloud และ AI Coding Agent เครื่องมือเหล่านี้สามารถเป็นส่วนหนึ่งของ Workflow ที่ช่วยให้นักพัฒนาทำงานได้คล่องตัวขึ้น

สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่จำนวนเครื่องมือที่ติดตั้ง แต่คือการเลือกเครื่องมือที่ช่วยแก้ปัญหาจริง และเข้าใจวิธีนำเครื่องมือเหล่านั้นมาทำงานร่วมกัน

แนวทางที่แนะนำ: เริ่มจาก ripgrep, fzf และ jq จากนั้นค่อยเพิ่มเครื่องมืออื่นตามลักษณะงาน เมื่อใช้งานจนคล่องแล้วจึงปรับแต่ง Shell และ Automation เพื่อสร้าง Development Environment ที่เหมาะกับ

Hashtags: #ModernCLI #CLITools #DeveloperTools #Linux #Terminal #DevOps #SoftwareEngineering #DataEngineering #AIEngineering 

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

รายการเครื่องมือข้างต้นเป็นการคัดเลือกตามประโยชน์ในการทำงาน ไม่ใช่การจัดอันดับผลทดสอบความเร็วแบบ Benchmark และไม่ได้หมายความว่าเครื่องมือทุกตัวเป็นเครื่องมือที่เปิดตัวใหม่ในปี 2026

หากต้องการศึกษาต่อ แนะนำให้เริ่มจาก Repository ของเครื่องมือแต่ละตัวที่เชื่อมโยงไว้ในบทความ ซึ่งมีเอกสารการติดตั้งและตัวอย่างคำสั่งจากผู้พัฒนาโดยตรง


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

อะไรคือ NPU (Neural Processing Unit) มีความสำคัญอย่างไร แนวคิดมาจากไหน

ความหมาของคำว่า NPU (Neural Processing Unit)  NPU (Neural Processing Unit) คือ หน่วยประมวลผลโครงข่ายประสาทที่สร้างมาเพื่อใช้งานด้านปัญญาประดิษฐ์ เป็นหน่วยประมวลผลพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในแนวคิดของการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ของคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ ทำให้การประมวลผล AI ทรงประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจากเดิมของ TPU GPU และ CPU เช่น การจดจำภาพ, วิเคราะห์เสียง, หรือการแปลภาษา ทำได้รวดเร็วและประหยัดพลังงานกว่า CPU/GPU ทั่วไป โดยทำงานคล้ายโครงข่ายประสาทของมนุษย์ และพบได้ทั้งในสมาร์ตโฟน, คอมพิวเตอร์ (PC), และอุปกรณ์ AI อื่นๆ ในอนาคต เพื่อเร่งความเร็วของการทำงานของ AI สามารถจัดการงานและปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ประวัติความเป็นมาของ NPU (Neural Processing Unit)  ตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมาเราได้ใช้เริ่มมีการใช้หน่วยการประมวลผลแบบดั้งเดิม คือ หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ถือเป็น "สมอง" และเป็นกลไกการทำงานของคอมพิวเตอร์ ดังนั้นซีพียู CPU ประมวลผลงานคำนวณแบบดั้งเดิมส่วนใหญ่มีหน้าที่รับผิดชอบการทำงานของแอปพลิเคชันให้มีศักยภาพหลากหลายเพิ่มมาเรื่อย แม้ว่าจะมีหลายประเภท แต่โดยทั่...

Micro SaaS "ขนาดพอดีคำ" สร้างธุรกิจเริ่มต้นอย่างง่ายด่าย จากไอเดียสู่สร้างรายได้ โดยใช้ AI Agent ตอบสนองความต้องการซอฟต์แวร์ที่เล็ก ง่าย และทรงพลัง

ผลิตภัณฑ์ Micro SaaS กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นกว่าที่เคย เป็นผลมาจากความต้องการซอฟต์แวร์เฉพาะทางที่เพิ่มสูงขึ้น ผู้ประกอบการกำลังสร้างเครื่องมือน้ำหนักเบาที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะด้าน ตั้งแต่เครื่องมือสร้างเนื้อหาที่ขับเคลื่อนด้วย AI และ CRM เฉพาะกลุ่ม ไปจนถึงแอปพลิเคชันการออกใบแจ้งหนี้และแพลตฟอร์มการจัดการโครงการที่ใช้งานง่าย โซลูชันที่มุ่งเน้นเฉพาะด้านเหล่านี้กำลังได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การศึกษา ฟิตเนส บริการ และการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กปรับปรุงกระบวนการทำงาน หรือการนำเสนอเครื่องมือที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้นให้กับผู้สร้างสรรค์ แนวคิด SaaS ขนาดเล็กกำลังเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับผลิตภัณฑ์ที่ทำกำไรได้และดูแลรักษาง่าย Micro SaaS คืออะไร? Micro SaaS (ไมโครซาส) เป็นรูปแบบซอฟต์แวร์ออนไลน์ที่ให้บริการผ่านเว็บ (Software as a Service) แต่มี ขนาดเล็ก, เน้นแก้ปัญหาเฉพาะด้าน (Niche), ทีมพัฒนาเล็กมากถึงขั้น ผู้พัฒนาคนเดียวก็ทำได้, ต้นทุนต่ำ และมักสร้างรายได้แบบ Subscription รายเดือน/รายปี วิเคราห์ตลาดของ Micro SaaS  Micro SaaS มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญภายในตลาดเทคโทนโลย...

TomCat สำหรับติดตั้ง แก้ไข คอนฟิก ใช้งาน JSP

Apache Tomcat เป็น  HTTP Server ที่มีความสามารถนำภาษาจาวามาใช้งานได้  สามารถใช้เทคโนโลยีของภาษาจาวาที่เรียกว่า Java Servlet  และ Java Server Page (JSP)  Tomcat เป็นโปรแกรม Open-Source  อยู่ภายใต้การดูแลของ Apache Software Foundation  (ซึ่งเป็นผู้สร้าง Apache HTTP Server ที่เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย)  สามารถอ่านรายละเอียดของ Tomcat ได้ที่  http://tomcat.apache.org  โดยเลือกหัวข้อ “ Documentation”  และเลือก “Tomcat 7.0” ขั้นตอนการติดตั้ง Tomcat เรียงลำดับดังนี้